สำนักงานการบินพลเรือนฯ เปิดแผนแม่บทสนามบินฉบับปรับปรุง ยกระดับเชียงใหม่เป็น Secondary Gateway อันดับ 2 ของประเทศ เร่งขยายสนามบินปัจจุบันรับ 16.5 ล้านคน ก่อนลุยโปรเจ็กต์ยักษ์ “สนามบินล้านนา” บนพื้นที่สันกำแพง – บ้านธิ รองรับผู้โดยสารพุ่ง 24 ล้านคน พร้อมชูแผนเปลี่ยนสนามบินเดิมเป็น Landmark แห่งใหม่สู่อุตฯไมซ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมใหญ่สามัญสมาชิกหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สมัยที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2568 – 2569 ณ โรงแรม ดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการบรรยายพิเศษจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
ซึ่งได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผนแม่บทการจัดตั้งสนามบินพาณิชย์ของประเทศ (ฉบับปรับปรุง) กับบทบาทของจังหวัดเชียงใหม่ในระบบการบินของประเทศ”
โดยเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ
นางสาวธีรนุช อำไพรัตน์ หัวหน้ากองนโยบายการบินพลเรือน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมกิจการการบินพลเรือน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เปิดเผยว่า จากการรายงานสถิติในปี 2568 พบว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีจำนวนผู้โดยสารพุ่งสูงถึง 9.5 ล้านคน ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถในการรองรับปัจจุบันที่ตั้งไว้เพียง 8 ล้านคนต่อปี
โดยมีจำนวนเที่ยวบินกว่า 6.4 หมื่นเที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการเดินทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่มีจำนวนรวมกว่า 11.9 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา
สำหรับแผนพัฒนา 2 ระยะคือ ขยายที่เดิมและสร้างที่ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเป็นศูนย์กลางการบินระดับสากล (Global Aviation Hub)
เนื่องจากปัจจุบันสนามบินเชียงใหม่เริ่มประสบปัญหาความแออัดและใกล้เต็มขีดความสามารถ (Utilization over capacity) โดย กพท. ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาท่าอากาศยานในพื้นที่ภาคเหนือ โดยแผนพัฒนาถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
1. ระยะเร่งด่วน ด้วยการขยายขีดความสามารถสนามบินเดิม คือ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 จากปัจจุบันที่รองรับได้ 8 ล้านคน/ปี ให้เพิ่มเป็น 16.5 ล้านคน/ปี และเพิ่มความถี่เที่ยวบินเป็น 31 เที่ยวบิน/ชั่วโมง
งบประมาณ 24,000 ล้านบาท โดยก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังเดิมให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ รวมถึงก่อสร้างอาคารจอดรถให้รองรับได้ 1,100 คัน และก่อสร้างอาคารภายในสนามบินและระบบสาธารณูปโภค พร้อมขยายลานจอดอากาศยานเป็น 16 หลุมจอด คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2570 แล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2575 – 2576
2. โครงการท่าอากาศยานล้านนา (Lanna Airport) มีแผนก่อสร้างเพื่อเป็นสนามบินแห่งใหม่ บนพื้นที่ประมาณ 6.7 ตร.กม. บริเวณพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างอำเภอสันกำแพง (เชียงใหม่) และ อำเภอบ้านธิ (ลำพูน) รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 24 ล้านคน/ปี
โครงสร้างหลัก ประกอบด้วย ทางวิ่ง (Runway) มีความกว้าง 45 เมตร และมีความยาวถึง 3,800 เมตร (3.8 กิโลเมตร) และทางขับขนาน/High-speed taxiway และลานจอดขนาด 860,000 ตารางเมตร
ส่วนอาคารผู้โดยสารขนาด 156,385 ตารางเมตร โดยมีเป้าหมายย้ายเที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมดมายังที่นี่
นางสาวธีรนุช กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนโครงการสนามบินล้านนา ขณะนี้อยู่ในแผนแม่บท 10 ปี (2580)
แผนการดำเนินงานของสนามบินล้านนาคือ
1. ปี 2568 – 2569 จัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำรายงานการศึกษา
2. ปี 2569 เสนอ กบร. และ ครม. พิจารณาการศึกษา
3. ปี 2570 จัดทำแผนแม่บทสนามบิน
4. ปี 2570 – 2571 ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
5. ปี 2570 – 2572 ออกแบบก่อสร้างท่าอากาศยาน
6. ปี 2572 – 2573 ขออนุมัติโครงการก่อสร้างท่าอากาศยาน
7. ปี 2573 – 2576 เวนคืนที่ดิน
ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการจัดหาที่ดินแล้วเสร็จจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างใช้ระยะเวลา 5 ปี
สำหรับ “ท่าอากาศยานล้านนา” หรือสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 ถูกวางแผนให้เป็นท่าอากาศยานระดับ Class 2 (Secondary Gateway) ที่มีความทันสมัย มีทางวิ่ง (Runway) ขนาดใหญ่รองรับเครื่องบิน Code E ได้ และมีแผนจะย้ายเที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมดมายังที่นี่ในอนาคต เพื่อลดข้อจำกัดด้านพื้นที่และมลพิษทางเสียงในเขตเมืองเชียงใหม่
นางสาวธีรนุช กล่าวว่า ตามแผนที่ระบุไว้จะย้ายเที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมดไปสนามบินใหม่ ส่วนสนามบินเดิมรองรับ ทหาร/GA และปรับใช้ประโยชน์พื้นที่ (ศูนย์แสดงสินค้า/ศูนย์ประชุม/โรงแรม/พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ)
โดยสนามบินใหม่เริ่มต้นเป็น Class B
(Gateway แห่งใหม่ของภาคเหนือ)
นางสาวธีรนุช ระบุว่า จังหวัดเชียงใหม่มีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการบินของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) เชื่อมต่อกับเมียนมา ลาว จีน และเวียดนาม โดยแผนพัฒนาท่าอากาศยานจะทำงานควบคู่ไปกับโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อสร้างระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทั้งด้านการแพทย์ (Medical Hub), เมืองแห่ง MICE และศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการท่าอากาศยานล้านนาจะมีการพิจารณาเกณฑ์ “กิจกรรมวิกฤต” (Critical Activity Level) เพื่อกำหนดจุดตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินเป็นไปอย่างยั่งยืนและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือต่อไป





ข่าวจากประชาชาติธุรกิจ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1981839